พีธีกรรม Enkipaata

Enkipaata-photo

Maasai เป็นชนเผ่าเก่าแก่ มีวัฒนธรรมทางสังคมที่น่าสนใจมากมาย อาธิเช่น Enikipaata (พิธีกรรมเข้าสู่วัยผู้ใหญ่), Emuratta (พิธีการขลิบ), Enkiama (พิธีกรรมแต่งงาน), Eunoto (พิธีกรรมนักรบ), Eokoto e-kule (พิธีดื่มนม), Enkang oo-nkiri (พิธีกินเนื้อ)  และอื่น ๆ อีกมากมาย พิธีกรรมเหล่านี้เป็นความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมของโลกที่มีมานานกว่าหลายร้อยปี ถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจของชาว Maasai รวมถึงเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจและรักษาของมนุษย์

โดยพิธีกรรมที่น่าสนใจและมีความสำคัญสุดของชาว Massai นั้นก็คือ Enkipaata ที่สามารถแบ่งออกได้เป็นสองช่วง นั่นก็คือพิธิกรรมสำหรับเด็กชาย และอีกพิธีสำหรับนักรบ ซึ่งสำหรับเด็กชายนั้นจะทำกันต่อเมื่อตั้งถิ่นฐานอยู่ สำหรับเด็กชายที่อายุระหว่าง 14 – 16 ปี ที่จะถูกเลือกให้เดินทางเป็นเวลากว่า 4 เดือนเพื่อประกาศการมาถึงของรุ่งอรุณใหม่ (new age set)

ก่อนที่จะเริ่มพิธีกรรม เด็กชายจะต้องนอนนอกบ้าน หรือในป่าจนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น เขาจะต้องวิ่งเข้าไปที่บ้านและแสดงออกถึงความเกรี้ยวกราด และใช้เวลาทั้งวันเพื่อการเต้นรำพร้อมเสื้อผ้าที่หละหลวม โดยต้องไม่หยุดพักจนกระทั่งหมดวัน  หลังจากนั้นเด็กชายก็พร้อมที่จะเข้าสุหนัต (การขลิบ) และพร้อมที่จะเข้าสู่วัยนักรบของชนเผ่า ซึ่งเปรียบเสมือนวัยผู้ใหญ่ของสังคัมทั่วไป เหล่าเด็กชายในชนเผ่านั้นต่างแย่งกันที่จะทำพิธีนี้ก่อนใครเพื่อน เพราะการได้เข้าร่วมพิธีกรรมนี้จะช่วยให้พวกเขาได้เติบโต และมีหน้ามีตาในหมู่เพื่อนฟูง

 

ส่วนของนักรบนั้นก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เป็นพิธีกรรมเฉลิมฉลอง Eunoto สำหรับคนที่ผ่านช่วงนักรบมาเป็นเวลากว่า 10 ปีขึ้นไป เพื่อเตรียมตัวให้พวกเขาพร้อมที่จะเป็นพ่อคน โดยจะถูกจากครอบครั้วทั้ง 49 หลัง ในระหว่างนั้นนักรบจะไม่สามารถหยิบจับอาวุธได้ โดยจะต้องนำเขาไฟที่ถูกสุมไฟอยู่ออกมาให้ได้ก่อนที่จะไหม้ กล่าว่าใครที่เอาเขาออกมาได้จะโชคร้ายตลอดทั้งชีวิต ส่วนใครที่ปฎิเสธนั้นจะต้องถูกสาป

ระหว่างนั้นเหล่านักรบจะออกมาทำการแสดง “dance of the red ochre” พวกเขาจะร้องเพลง และเต้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 วัน โดยทำในพื้นที่ใจกลางหมู่บ้าน เมื่อการเต้นสิ้นสุดลงในช่วงเช้าของวันที่ 2 ผู้นำเผ่าจะออกมาเป่าเขาสัตว์ “Kudu” การแต่งตัวของนักรบนั้นจะเต็มไปด้วยเครื่องนุ่มห่มหรูหรา จากขนนก หนังสัตว์ แผงคอ จากนั้นพวกเขาก็จะค่อย ๆ วางทีละชิ้นจนเหลือแต่โล่ในที่สุด หลังจากนั้นผู้อาวุโสของเผ่าทั้ง 8 คนจะชักชวนให้เขาเต้นต่อไปอีก โดยนักรบจะต้องทำการเต้นไปอีก 2 วัน เมื่อสิ้นสุดแล้ว เหล่าผู้อาวุโสจะตั้งชื่อให้ใหม่ พร้อมกับการโกนหัวทั้งหมดในช่วงตะวันขึ้น

พิธีกรรม Cow Jumping

Cow-Jumping-photo

Hamar เป็นชนเผ่าเก่าแก่ในภาคใต้ของเอธิโอเปีย มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากผู้อื่น อันเป็นเอกลักษณโดดเด่นเฉพาะตัวของชนเผ่า ซึ่งมีคุณค่าทางวัฒนธรรม จากตัวเลขของ สำนักงานสถิติแห่งเอธิโอเปีย ได้เก็บข้อมูลไว้ว่าชนเผ่า Hamar มีประชากรราว ๆ 42,000 คน ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.1 เปอร์เซ็น ของประชากรทั้งหมดในเอธิโอเปีย ที่มีจำนวนกว่า 100 ล้านคน พวกเขามีวัฒนธรรมที่น่าสนใจและน่าทึ่งต่อสายตาชาวโลก บ้างก็คิดว่ามันสวยงาม อีกส่วนหนึ่งก็คิดในทางตรงกันข้าม

สำหรับในประเทศเอธิโอปียแล้ว การแต่งงานระหว่างคู่รักจะต้องมีการจัดงานเลี้ยง โดยจะต้องผ่านพิธีกรรมต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงก่อนที่จะได้รับอนุญาติให้แต่งงานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิธีการกระโดดข้ามหลังวัว โดยวัวที่นำมาใช้จะต้องเป็นเพศผู้ และต้องถูกตอนทิ้ง ผู้เข้าร่วมพิธีจะต้องทำการกระโดดผ่านหลังวัวไห้ได้สำเร็จเป็นจำนวน 4 ครั้ง โดยระหว่างทำพิธีจะต้องอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า เป็นสัญลักษณ์ของวัยเด็กที่พวกเขาจะทำการทิ้งไว้เบื้องหลังพวกเขาต่อจากนี้

โดยจำนวนวัวนั้นที่จะต้องกระโดดข้ามนั้น ขึ้นอยู่กับการกำหนดของ Maza โดยปกติแล้วอาจมากถึง 15 ตัว ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังเพิ่มอุปสรรคให้ยากขึ้นไปอีก ด้วยการนำมูลสัตว์มาโชลมหลังวัวแต่ละตัวให้มีความลื่นอย่างมากการลื่นไหลตกลงมา จะเป็นการทำให้ขายหน้าและเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ทำให้พิธีกรรมนี้มีความสำคัญในชีวิตเป็นอย่างมาก ผู้ชายในชนเผ่าจึงมีต้องเตรียมตัว เตรียมความพร้อมเป็นอย่างมาก ด้วยการฝึกทักษะ และร่างกายให้มีความแข็งแรงและพร้อมที่สุด

หากสามารถทำได้สำเร็จ คน ๆ นั้นจะได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน Maza จะได้มีสิทธิแต่งงานกับคนที่ครอบครัวเลือก  มีลูก และมีวัวเป็นของตัวเอง รวมถึงมีชื่อเสียงได้การยอมรับจากคนในชนเผ่าเป็นอย่างมากในฐานะ Maza พิธีกรรมโดดข้ามหลังวัวนั้นมักจะจัดขึ้นหลังจากช่วงเวลาทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตของชนเผ่า หรือประมาณช่วง เดือนกรกฎาคม ถึงกลางเดือนกันยายน  แต่เนื่องจากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกไม่ตามฤดู ทำให้ทุกวันนี้สามารถเห็นการทำพิธีได้ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม

ระยะเวลาทำพิธีนั้นจะดำเนินกันตลอดทั้งวัน แต่ช่วงที่สำคัญจริง ๆ จะเริ่มตั้งแต่ประมาณบ่ายสี่โมงเย็นเป็นต้นไป หลังจากที่การฉลองตั้งแต่เช้าจนบ่าย ด้วยเครื่องดื่มท้องถิ่นอย่างกาแฟ เบียร์ข้าวฟ่าง ก็จะต้องทำพิธีกรรมลับที่จะทำขึ้นโดยผู้ที่ถูกเลือกคนก่อนหรือก็คือ Mazas ซึ่งเป็นการสนทนาและชี้แนะแก่ผู้ทำทำพิธี รวมถึงอวยพรปกป้องให้เขาไม่ให้พลัดตกลงมาหลังจากทำการกระโดดหรือเริ่มพิธีกรรม

การบูชายัญโหดที่สุด

sacrifice

การฆ่าเพื่อบูชายัญนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าไรนัก เราอาจจะเคยเห็นพิธีกรรมบางอย่างมาบ้าง แต่ถ้าจะถามพิธีบูชายัญที่ไหน โหด เหี้ยมสุดคงต้องตอบว่าพิธีบูชายัญเจ้าแม่กาธิมัยเนปาล แน่นอน เรามาดูเรื่องราวน่าสนใจของการฆ่าบูชายัญในครั้งนี้กัน

สำหรับการบูชายัญเนเปาลในเทศกาลนี้ต้องบอกว่าเป็นเทศกาลโหดที่สุดในโลกได้เลย เนื่องจากเทศกาลแต่ละครั้งจะมีการนำสัตว์ของตัวเองมาฆ่าเพื่อบูชายัญเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ถามว่ามากแค่ไหน ก็อยู่ในหลักแสนถึงหลายแสนตัวต่อรอบเทศกาลเลยทีเดียว แถมการบูชายัญยังมีทั้งแบบเชือดทีเดียวตาย กับการแทงลำตัว(ควาย)ให้เกิดแผลแล้วปล่อยให้เลือดไหลนองพื้นเพื่อให้ตายอย่างช้าๆ ด้วย ซึ่งใครมีจิตไม่แข็งพออาจจะทนไม่ไหวได้

ความเชื่อที่ฝังรากลึก

ภาพการบูชายัญแบบนี้หลายคนอาจจะมองว่า โหดร้าย แต่เชื่อไหมคนที่นั่นเค้าไม่ได้มองอย่างนั้นเลย เค้ามองการบูชายัญแบบนี้ทำให้เป็นการอวยชัยให้พรแก่พวกเค้าให้เจริญก้าวหน้าทั้งเรื่องเงินทอง สุขภาพ และปัญหาทุกอย่างจะถูกขจัดออกไป รวมถึงหากไม่ทำแบบนี้พวกเค้าจะโดนอิทธิฤทธิ์ของเจ้าแม่เอาเสียด้วยซ้ำเลยทำให้เทศกาลนี้มีต่อเนื่องยาวนาน

การต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์

แน่นอนการฆ่าเพื่อบูชายัญ สังหารหมู่แบบนี้ต้องได้รับการต่อต้านจากเหล่านักอนุรักษ์อย่างแน่นอน เนื่องจากมองการที่แต่ละนำสัตว์ของตัวเอง มาฆ่าเพื่อบูชายัญแบบนี้มันเป็นการทารุณสัตว์อันโหดร้าย ป่าเถื่อนเกินไป แน่นอนว่าการรณรงค์อย่างนี้ย่อมไม่เกิดผลหรือเปลี่ยนแปลงได้เลย แต่ก็ไม่ทำให้พวกเค้าย่อท้อ ยังคงรณรงค์ให้เฉลิมฉลองด้วยวิธีการอื่นแทนในเทศกาลนี้

การห้ามจากประเทศเพื่อนบ้าน

ไม่เพียงแค่นั้น การรณรงค์เพื่อยกเลิกเทศกาลฆ่าบูชายัญนี้ ยังลามไปถึงเวทีระดับชาติด้วย โดยประเทศอินเดียถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญเลย อินเดียได้มีการออกกฎหมายห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือ ซื้อสัตว์จากประเทศอินเดีย ไปประกอบพิธีกรรมนี้ในประเทศเนปาล นั่นเลยทำให้เทศกาลบูชายัญดังกล่าวมีจำนวนสัตว์ลดลงเป็นอย่างมาก

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

หลังจากได้มีการรณรงค์มาอย่างยาวนาน เมื่อปี 2558 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยพิธีกรรมนี้ได้ถูกยกเลิกไปโดยคณะกรรมการวัดผู้รับผิดชอบเทศกาลดังกล่าว รวมถึงได้มีการประกาศห้ามจากทางรัฐบาลเนปาลโดยตรงอีกด้วย นับว่าเป็นการปิดฉากตำนานพิธีฆ่าบูชายัญเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกไปจนได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดี